ปอร์เช่เสียหลัก พุ่งขึ้นทางเท้าอัดต้นไม้ เจ็บ 3 ราย

3

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (21 เม.ย.) เมื่อเวลา 15.20 น. เกิดอุบัติเหตุรถสปอร์ตเฉี่ยวชนรถจยย. บริเวณถนนเกษตรนวมินทร์ มุ่งหน้าถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา ตอหม้อที่ 222 กรุงเทพฯ ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบผู้บาดเจ็บ 3 ราย เป็นผู้ขับขี่รถสปอร์ต คนขี่จยย.เป็นชาย 1 ราย และคนเดินอยู่บนทางเท้าเป็นเพศหญิง 1 ราย เจ้าหน้าที่รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่งรพ.นพรัตน์

โดยที่เกิดเหตุพบรถปอร์เช่ สีขาว ทะเบียน 2 กย. 3984 กทม. พุ่งขึ้นฟุตบาทเข้าชนกับต้นไม้อย่างแรง จนสภาพหน้ารถบุบ กระจกร้าว ด้านท้ายรถมีร่องรอยของกรอบทะเบียนหลุดและแตก ห่างจากนั้นไปประมาณ 15 เมตร พบรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อมีโอ 115 i สีขาวแดง ทะเบียน 4 กฉ 5894 กทม. สภาพพลิกคว่ำอยู่ข้างถนน ด้านท้ายรถถูกชนพังยับ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ รถสปอร์ตได้ขี่มาตามถนนเกษตร-นวมินทร์ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุที่เป็นทางแยกเข้าถนนคลองลำเจียก ได้พยายามหักเลี้ยวเข้าซอย ก่อนจะเสียหลักพุ่งไปชนจยย.และปีนขึ้นฟุตบาธชนเข้ากับคนที่เดินอยู่บนทางเท้า จนทำให้คนกระเด็น ก่อนที่รถจะไปชนกับต้นไม้อย่างแรง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนว่าเจ้าของรถเป็นใคร และหาสาเหตุของอุบัติเหตุดังกล่าว โดยจะตรวจสอบกล้องวงจรปิด และสอบปากคำอย่างละเอียด ก่อนจะดำเนินคดีต่อไป

กุ๊บกิ๊บ เข้าโหมดอ้อน บี้ หลังลูกหลับ ก่อนห่างกันนาน 10วัน!!

2

ทำเอาบรรดาแฟนคลับทั้งเศร้าทั้งฟินไปพร้อมๆ กัน เมื่อคุณพ่อรูปหล่อ “บี้ เคพีเอ็น” โพสต์ภาพถ่ายโมเม้นท์มุ้งมิ้งของภรรยาสาวอารมณ์ดี “กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์” ขณะเข้าโหมดอ้อนขั้นสุด! นอนซบไหล่แน่นๆ บนเตียงนอน เนื่องจาก 10 วันหลังจากนี้หนุ่มบี้มีคิวต้องเดินทางไปทำงานต่อที่ประเทศจีน หลังจากปลีกตัวกลับบ้านช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวได้เขียนแคปชั่นบรรยายเอาไว้ด้วยว่า…

“โธ่ๆๆๆๆ เดี๋ยวกลับไปถ่ายอีก 10 วัน ก็กลับมาแล้วค่ะ ไม่ต้องอ้อนขนาดนี้ก็ได้” พร้อมกับติดแฮชแท็กฮาทิ้งท้าย แซวลูกสาว “น้องเป่าเปา” ที่กำลังนอนหลับฝันดีด้วยว่า “#เปาดูสนใจพ่อแม่ดีอ่ะชอบ”

งานนี้ทำเอาแฟนคลับแห่เข้ามาให้กำลังใจคุณแม่คนสวย แถมกดไลค์ให้กับความหวานเวอร์ของคู่สามีภรรยาบ้านนี้กันยกใหญ่ สมแล้วกับตำแหน่งครอบครัวสุดฮอตแห่งปี เพราะไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็น่ารักน่าเอ็นดูตลอด…ตลอด

แพทณปภาดอดแจงบัญชีนาน7ชม.-ปส.จ่ออายัด1.5ล.

6
นางเอกสาว ‘แพท ณปภา ตันตระกูล’ ดอดนำรายการเดินบัญชีของตนและเอกสารการจ้างงาน เข้าชี้แจง ปส.ในฐานะพยาน จ่ออายัดเงิน 1 ล้าน 5 แสนบาท

พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ยอมรับว่า นางสาวณปภา ตันตระกูล ภรรยาของ นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเครือข่าย นายไซซะนะ แก้วพิมพา ชาวลาว เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม ในฐานะพยานในคดี โดยนำรายการเดินบัญชี พร้อมเอกสารการจ้างงาน ตลอดจนผู้ว่าจ้างและคู่สัญญา มายืนยันความบริสุทธิ์ ซึ่งรายละเอียดการสอบปากคำ ไม่สามารถเปิดเผยได้

ทั้งนี้ภายหลัง นางสาวณปภา เข้าให้ปากคำกับตำรวจนานกว่า 7 ชั่วโมง ระบุว่า รายละเอียดการให้ปากคำในคดีไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยให้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ ขณะที่ ทนายความ นางสาวณปภา กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้นำเอกสารที่ขาดตกบกพร่องบางส่วน อาทิ รายรับและเงินจำนวน 1 ล้านบาท มาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ที่ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนว่าเพียงพอหรือไม่ แต่เบื้องต้นหากขาดเอกสารไม่เพียงพอ เจ้าหน้าที่จะติดต่อไปอีกครั้งเพื่อขอเอกสารเพิ่มเติม

พล.ต.ต.ชาตรี ได้เปิดเผยว่าจากการตรวจเอกสารทางการเงินของ แพท ณปภา พบว่าเงินจำนวน หนึ่งล้านเก้าแสนบาท ที่ตำรวจสงสัย แพท ณปภา ยอมรับว่าเป็นเงินของ เบนซ์ เรซซิ่ง จริง ซึ่งมีการโอนคืนไปก่อนหน้าประมาณ 4 แสนกว่าบาท ทำให้เหลือเงินในบัญชีจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนบาท ที่เป็นของ นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง ผู้ต้องหาสมคบกันฟอกเงินเครือข่ายยาเสพติดไซซะ ซึ่ง ปส. จะทำการอายัดไว้ตรวจสอบ

ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาขณะนี้ตำรวจยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยง เพราะเป็นการใช้บัญชีร่วมกันและเกิดจากการทำรายการโดยเบนซ์ เรซซิ่ง ซึ่งต่างจากกรณีลัมโบว์กินี ที่นายเบนซ์ นอกจากใช้รถคันดังกล่าวแล้วยังยืมเงินของผู้ต้องหาคดียาเสพติดมาซื้อรถคันดังกล่าว ขณะทนายคววามของแพทยินยอมที่จะให้อายัดเงินจำนวนดังกล่าว

ปปส.สนธิกำลังทหาร-ตร.ค้นพื้นที่เป้าหมายยาเสพติด19จว.

4

ปปส. สนธิกำลังทหาร-ตำรวจ เปิดปฏิบัติการประชารัฐร่วมใจ ค้น พื้นที่เป้าหมายยาเสพติด 19 จังหวัด

นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมด้วย พลตำรวจตรี ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และเจ้าหน้าที่ทหาร เปิดปฏิบัติการ “1386 ทั่วไทย ประชาชนปลอดภัยจากยาเสพติด” ครั้งที่ 9/2560 ภายใต้แผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคง ปลอดภัยยาเสพติด ปฏิบัติการครั้งนี้ มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน ป.ป.ส. ทหาร ตำรวจ รวมทั้งสิ้น 500 นาย ลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 17 – 31 มีนาคม 2560 โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 19 จังหวัด โดยดำเนินการกับเป้าหมายบุคคลรวม 182 ราย เป็นเป้าหมายที่ได้ข้อมูลจากการร้องเรียนของประชาชน 134 ราย การสืบสวนหาข่าว 38 ราย และจากการทำประชาคมหมู่บ้าน 10 ราย

สรุปผลจากปฏิบัติการฯ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้ 60 ราย เป็นนักค้า (ครอบครองเพื่อจำหน่าย) 11 ราย ครอบครองยาเสพติด 2 ราย และผู้เสพ 47 ราย ยึดของกลางยาบ้า 201,946 เม็ด ไอซ์ กัญชา และอาวุธปืน/เครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง พร้อมทั้งยึดอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่า 650,000 บาท โดยในส่วนผู้เสพนั้น ศป.ปส.อำเภอ จะส่งตัวเข้ารับการบำบัดรักษาต่อไป

นาซาเผยภาพโลกทั้งใบยามค่ำคืน ไฟระยิบระยับจากเมืองใหญ่

5

องค์การนาซา เผยภาพถ่ายดาวเทียมตอนกลางคืนฉบับใหม่ล่าสุด เหมือนความตระการตาของแสงไฟจากเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วโลก และกิจกรรมทางทะเลของชาวประมงในยามค่ำคืน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การนาซา ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมแผนที่ที่เผยให้เห็นพื้นผิวโลกในยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยแสงไฟเป็นจุดๆ ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก หลังจากการเก็บข้อมูลและถ่ายภาพมาตลอด 5 ปี

ภาพชุดดังกล่าวได้มีชื่อว่า Night Lights หรือ แสงยามค่ำคืน นับเป็นอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ทางองค์การนาซาได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียวในช่วงเวลากลางคืนแบบทั่วทั้งโลก ภาพถ่ายเหล่านี้บันทึกเอาไว้โดยดาวเทียมเก็บข้อมูลขององค์กร หรือเรียกว่า Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่บันทึกภาพแสงในยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี

แผนที่ยามค่ำคืนฉบับนี้ยังเป็นอีกสิ่งที่ช่วยขยายภาพและปรับปรุงภาพดาวเทียมเดิม เนื่องจากมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงบนโลกอยู่ตลอดเวลา ส่วนการบันทึกภาพเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลาที่เหมาะสม เพราะสภาพอากาศบนผิวโลกไม่สามารถคาดเดาได้ ต้องมีจังหวะที่พอดีในการถ่ายภาพดาวเทียมที่ไร้เมฆหมอกบดบัง

รุมประชาทัณฑ์อ่วม ลุงหื่นฆ่าข่มขืนหลานสาว 5 ขวบ

4

ชาวบ้านช่วยกันรุมประชาทัณฑ์ ลุงอารมณ์หื่น ลวงข่มขืนหลานสาวแท้ๆ ของตัวเองวัย 5 ขวบ หมกป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน หน้าปูดบวม-โดนสาปแช่ง

(22 เม.ย.) พ.ต.ท. ไพบูลย์ กาศอุดม รอง ผกก. ป. สภ.เมืองสุโขทัย และ พ.ต.ท.นราธิป คนธรรม รอง ผกก.สส. สภ.เมืองสุโขทัย ร.ต.อ. ณัฐกิตต์ จินดานพรัตน์ พนักงานสอบสวนเวร สภ.เมืองสุโขทัย รับแจ้งเหตุ พบศพเด็กหญิงวัย 5 ขวบ บริเวณป่าละเมาะ ภายในซอยไม่มีชื่อในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยสุโขทัย รุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบว่า มีชาวบ้านละแวกที่เกิดเหตุได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้แล้วทราบชื่อ นายเอกพล อายุ 31 ปี อยู่ในสภาพถูกชาวบ้านประชาทัณฑ์ ใบหน้าฟกช้ำ ริมฝีปากฉีกขาด โหนกแก้มบวมปูด ก่อนจะพบศพเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ซึ่งผู้เป็นแม่และยายได้นำศพนอนอยู่ที่เบาะบริเวณหน้าบ้าน ในสภาพกางเกงขาสั้นสีแดงสวมเสื้อยืดสีขาว สังเกตเห็นบริเวณลำคอเด็กหญิงมีรอยฟกช้ำและรอยช้ำเป็นจ้ำๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัว นายเอกพล ส่ง รพ.สุโขทัย รักษาอาการบาดเจ็บในเบื้องต้น

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้เป็นยายของเด็กหญิงเล่าว่า นายเอกพล เป็นลุงของเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ก่อนที่จะทราบเหตุที่เกิดขึ้น นายเอกพล ได้พาตัวเด็กหญิงไปด้วย อ้างว่าจะพาไปหาซื้อของกินที่ตลาดโต้รุ่งสุโขทัยและซื้อบุหรี่ เมื่อประมาณเวลาเที่ยงคืนเศษที่ผ่านมา จนกระทั่งตนเองสงสัยว่าทำไมหลานหายไปไม่กลับมาบ้าน แต่ นายเอกพลกลับมานอนเล่นท่ามกลางความมืดอยู่ใต้ถุนบ้านพัก

ตนเองจึงไปสอบถามว่า หลานหายไปไหน ทำไมยังไม่กลับ นายเอกพล ตอบว่าอยู่ที่ตลาด ใช้ให้ไปซื้อบุหรี่อยู่ แต่ตนไม่เชื่อจึงเค้นสอบถามก็ไม่ได้รับคำตอบ นายเอกพล กลับตัดพ้ออ้างว่า อะไรๆ ก็โทษว่าทำตัวไม่ดี ตนเองจึงชวนแม่ของเด็กออกตามหาลูกสาว แต่กลับพบเป็นศพอยู่ในป่าละเมาะด้านหลังบ้าน ห่างจากตัวบ้านประมาณ 50 เมตร จึงร้องเรียกให้เพื่อนบ้านช่วยกันจับตัว นายเอกพล เอาไว้ ก่อนจะมีการรุมประชาทัณฑ์

จนล่าสุดเมื่อเวลา 07.30 น. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นายเอกพล ผู้ต้องหามาทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังที่เกิดเหตุท่ามกลางประชาชนและญาติของเด็กหญิงผู้เสียชีวิตที่ตะโกนด่าทอผู้ต้องหาอย่างรุนแรงขณะทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ขณะที่ศพเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ทางโรงพยาบาลสุโขทัยได้นำส่งไปชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก พร้อมนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

แจ๊ส ชวนชื่น เปิดใจดราม่าภาพเท้าเหยียบหน้าภรรยาต่อหน้าลูก

3

หลังเกิดประเด็นดราม่าร้อนฉ่ากับภาพใช้เท้าเหยียบหน้าภรรยาต่อหน้าลูกสาว เป็นเรื่องที่ครอบครัวของตลกเด็กแนว แจ๊ส ชวนชื่น และภรรยาคนสวย แจง แจงจิต ไม่คาดคิดว่าจะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักขนาดนี้

และก่อนหน้านี้ แจ๊ส ชวนชื่น และ แจง ภรรยาสาวได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมขอโทษกับภาพที่ไม่เหมาะสมไปแล้ว

ล่าสุด ในวันเปิดตัวหนัง ไทยแลนด์โอนลี่ ทริปนี้มีแต่รอยยิ้ม แจ๊ส ชวนชื่น ได้เปิดใจถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้งว่า ขอโทษจากใจจริง เป็นการเล่นกับภรรยาเฉยๆ

“ขอโทษคนไทยทุกคน ผมไม่ได้ตั้งใจ ยอมรับว่าทำด้วยความคึกคะนอง สิ่งไหนไม่ดีก็ต้องขอโทษด้วยครับ ผมก็เหมือนคนทำอาหารตามสั่ง ผัดข้าวอาจจะไม่อร่อย คนไม่ชอบ แต่เดี๋ยวผมจะทำให้ใหม่ครับ ตัวผมมีผิดมีถูกบ้างครับ ก็ขอโทษจริงๆ”

“ภาพที่ออกมาเป็นการเล่นกับแจงเฉยๆ แค่บางคนไม่ได้เห็นว่าครอบครัวผมเป็นอย่างไร ไม่ได้เห็นชีวิตของผมจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนปกติ นิสัยผมเป็นแบบนี้ บ้านผมเล่นกันแบบนี้ แต่ต่อไปอาจจะระมัดระวังมากขึ้นครับ”

“ตอนที่เล่นกันบอกตรงๆ ว่าไม่ได้คิดอะไรเลย อย่างที่บอกว่าผิดต้องขอโทษด้วยครับ กับภาพที่เห็นผมลูกผมแค่สองขวบครึ่ง คิดว่าคงไม่เป็นภาพที่ติดตาหรอกครับเท่าที่ผมคิดนะครับ ตอนนี้พูดได้คำเดียวว่าขอโทษจริงๆ ครับ ไม่ได้มีเจตนาอะไรที่ไม่ดี”

เครนไซต์งานก่อสร้างล้มทับบ้านลาดพร้าว31เจ็บ2

2
เครนในไซต์งานก่อสร้างล้มทับบ้านเรือนประชาชน ซอยลาดพร้าว 31 ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย

เกิดอุบัติเหตุเครน ในอาคารระหว่างการก่อสร้าง ภายใน ซ.ลาดพร้าว 31 พื้นที่เขตจตุจักร ล้ม ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนใน ซ.ลาดพร้าว 29 ซึ่งอยู่ติดกับจุดเกิดเหตุได้รับความเสียหาย 1 หลัง และมีผู้บาดเจ็บ 2 คน จากการตรวจสอบพบว่าไซต์งานก่อสร้างดังกล่าวอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคาร 5 ชั้น และในระหว่างนั้น แขนของเครน ได้ล้มลงแล้วทับบ้านที่อยู่ด้านหลังไซต์งานก่อสร้าง ภายในซอยลาดพร้าว29 ทับลงบริเวณหลังคาพังเสียหาย ส่งผลให้ผู้หญิงที่อยู่ในบ้านได้รับบาดเจ็บ มีอาการแผลแตกเล็กน้อย และยังมีคนงานก่อสร้างเป็นชาย ได้รับบาดเจ็บ มีแผลฉีกขาดที่หลังหูด้านซ้าย เจ็บที่หน้าอก และมีแผลถลอกตามร่างกาย ทั้งคู่ถูกนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญวอนงดดื่มกิน “บ่อน้ำสีดำ” กลางป่า หลังชาวบ้านเชื่อรักษาโรคได้

1

ผู้เชี่ยวชาญคาดน้ำใน “บ่อน้ำสีดำ” จ.นราธิวาส เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ด้วยการทับถมจากซากพืชและสัตว์ วอนชาวบ้านงดดื่มกิน เสี่ยงมีเชื้อโรคปนเปื้อน

จากกรณีที่โลกออนไลน์ต่างเผยแพร่ภาพที่ชาวบ้านใน อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส พบบ่อน้ำสีดำอยู่บริเวณกลางป่า ก่อนที่จะเอามาดื่มกินและชำระร่างกาย โดยเชื่อว่าบ่อน้ำดังกล่าวเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถบรรเทาอาการบาดเจ็บและสามารถรักษาโรคได้

ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อ.ศรีสาคร ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำไปสุ่มตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สงขลา และแจ้งว่า จะทราบผลว่าเป็นอันตรายหรือไม่ภายใน 3-4 วัน จึงขอวอนให้ชาวบ้านงดดื่มน้ำเพราะเกรงว่าเป็นอันตราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผย ว่า บ่อน้ำสีดำเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุทั้งสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและเกิดจากธรรมชาติ สำหรับบ่อน้ำที่ จ.นราธิวาส นี้คาดเป็นสารอินทรีย์ที่เกิดจากการทับถมของซากพืชและซากสัตว์

ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับสารแทนนิน ที่อยู่ในใบชา หมาก กาแฟดำ ทำให้น้ำกลายเป็นสีดำและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สามารถพบได้ตามแหล่งธรรมชาติทั่วไป เช่น ป่าอเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ และแหล่งน้ำบางจุดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการเกิดบ่อน้ำสีดำไม่ใช่เรื่องแปลก หลังจากที่ชาวบ้านนำขวดมาใส่น้ำในบ่อแล้วทิ้งไว้ค้างคืน พบว่าน้ำมีสีเปลี่ยนไปเป็นสีใส เกิดขึ้นจากสารดังกล่าวเมื่อเจอแสงก็สามารถเปลี่ยนสภาพได้เองตามธรรมชาติ

เหตุเพราะเบียด รถเมล์ตีกันเอง ผู้โดยสารทำได้แค่ลุ้นเกร็ง

1

อากาศร้อน..อารมณ์ร้อน ศึกปะทะรถเมล์สายเดียวกัน แต่คนละบริษัท อ้างขับเบียดกันไม่ไว้หน้า ปะทะคารมจนตำรวจต้องเข้ามาห้าม ผู้โดยสารได้แค่นั่งลุ้นอยู่ห่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารประจำทางใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อรถเมล์ 2 คันเกิดทะเลาะวิวาทกันกลางทาง เนื่องจากไม่พอใจที่มีการขับเบียดกัน โดยพนักงานเก็บค่าโดยสารรถเมล์คันหนึ่งได้ถ่ายคลิปเอาไว้ และมีการนำเอามาเผยแพร่แชร์ในโซเชียลมีเดีย

เรื่องราวดังกล่าวถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กคุณ Panita Sorheng มีบอกเล่าเรื่องราว พร้อมทั้งแชร์ภาพและคลิปช่วงปะทะคารมกันกลางถนน เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา โดยเล่ารายละเอียดในมุมหนึ่งว่า เป็นเหตุการณ์รถเมล์สาย 71 (สวนสยาม-วัดธาตุทอง) คันหนึ่งเป็นรถ ขสมก. (ขาว-แดง) อีกคันเป็นรถร่วมบริการ (ส้ม) ทั้ง 2 คันกำลังโต้เถียงกันอยู่ เนื่องจากรถเมล์คันสีส้มโมโหที่เพื่อนร่วมสายขับเบียดมาตั้งแต่แยกคลองตัน จนกระทั่งถูกบริเวณป้ายรถเมล์แพทย์ปัญญา
คนขับและกระเป๋ารถเมล์คู่กรณีได้ขับตีคู่กันมา พร้อมกับตะโกนด่าทอมาตลอดทาง เมื่อรถจอดแล้วปรากฏว่ามีการกระทับกระทั่งกันเล็กน้อย อ้างว่าถูกคนขับรถเมล์สาย 71 คันใหญ่กว่าถูกกระชากคอเสื้อและต่อยหน้าอกหลายครั้ง ซึ่งคลิปบันทึกเหตุช่วงนั้นไม่ได้ ก่อนจะมีการโต้เถียงกันขึ้น และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาช่วยพูดคุยและเชิญไปเจรจาต่อที่สถานีตำรวจ

แต่ระหว่างทางไปสถานีตำรวจก็มีการพยายามจะปาดหน้ากันซ้ำอีกครั้ง โดยรถเมล์คันสีส้มพยายามยั่วยุให้รถเมล์สายเดียวกันแต่คันใหญ่กว่าชนท้าย เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้โดยสารนั่งอยู่ในรถเมล์ทั้ง 2 คัน ทั้งหมดต่างนั่งดูและลุ้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะมุมมองในฐานะผู้โดยสารก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากต้องใช้บริการรถเมล์เหล่านี้ในการเดินทาง แต่หากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นก็คงทำได้แค่ให้เรื่องราวการโต้เถียงจบลงด้วยดี ทำให้ถูกมองว่ารถโดยสารบริการในปัจจุบันก็ไม่ได้ปลอดภัยขึ้นเลย ขณะที่บางส่วนก็มองว่าน่าจะเป็นปัญหาการแย่งผู้โดยสาร เพราะเป็นรถเมล์สายเดียวกัน เพียงแต่ให้บริการคนละส่วนกัน