ตร. เผยมีใบสั่งกว่า 6 แสนใบ ส่วนใหญ่ไม่จ่ายค่าปรับ หลังใช้ ม.44 ต้องมาชำระภายใน 15วัน

1
พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงกรณีมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2560 เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวานนี้ ว่า มี 3 เรื่องเร่งด่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมขนส่งทางบก จะดำเนินการร่วมกัน คือ

1.กรณีจอดรถกีดขวางจราจรเจ้าหน้าที่สามารถยกรถไปเก็บรักษา โดยเจ้าของรถจะต้องผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2.การบังคับใช้กฎหมายให้ผู้ขับขี่รถยนต์และผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นบังคับใช้กับรถใหม่ที่มีเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ส่วนกรณีรถกระบะ หรือ รถโดยสารรุ่นเก่า กรมขนส่งทางบกอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อให้ทันบังคับใช้ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ และ 3.ส่วนกรณีใบสั่งซึ่งสถิติพบว่าตั้งแต่ 1 ก.ย.59 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ทำผิดกฎจราจร 680,000ใบ มีเพียง 11% ที่ไปชำระค่าปรับ มีถึง 86% ไม่ชำระค่าปรับ และ 2% แจ้งยกเลิกใบสั่ง โดยผู้ที่ถูกออกใบสั่งหลังมีคำสั่ง คสช.เมื่อวานนี้ จะต้องมาชำระค่าปรับภายใน 15 วัน หากยังไม่ชำระจะออกหนังสือเตือนให้มาชำระภายในเวลา 15 วัน หากไม่มาอีกก็จะระงับการต่อภาษีประจำปี

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนที่ถูกออกใบสั่งตั้งแต่วันนี้ สามารถไปชำระค่าปรับได้ที่กรมขนส่งทางบก เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย และสถานีตำรวจทุกแห่ง

นอกจากนี้ จะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบถึงมาตรการดังกล่าว รวมทั้งในบางกรณีจะต้องมีกฎระเบียบออกมารองรับ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลเป็นรูปธรรมในช่วงสงกรานต์นี้ และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนด้วย

พ่อค้าไอศกรีมเมียทิ้ง ทำกรงไว้ใส่ลูก 1 ขวบ ไปไหนไปกัน

1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (22 มี.ค.) นายสมชาย อินบุญ อายุ 42 ปี ชาวบ้าน ม. 8 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ปัจจุบันเป็นพ่อค้าขายไอศกรีมด้วยรถ แต่ความแปลกของพ่อค้าไอศกรีมคนนี้อยู่ที่ตรงเบาะหลังรถจยย. มีกรงเหล็กขนาดกว้างยาว และสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ภายในบุด้วยตาข่ายอยู่ด้วย

และเมื่อมองไปภายในพบเด็กชายวัย 1 ขวบ คือเด็กชายนัฐนันท์ อินบุญ หรือ น้องนัฐ ซึ่งเป็นลูกชายที่นายสมชายจะพาติดตัวไปตลอดเวลา ขณะออกเร่ขายไอศกรีมตั้งแต่เช้ายันเย็น นอกจากนั้น ในตะกร้ารถยังมีทั้งนมผง ถุงยาและผ้าอ้อมสำเร็จรูปและเครื่องใช้สำหรับเด็ก และเค้าก็ต้องขายไอศกรีมควบคู่กับการเลี้ยงดูลูกชาย

นายสมชาย เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนทำงานก่อสร้าง แต่เมื่อภรรยาทิ้งตนและลูกชายไปเมื่อ 9 เดือนก่อน ตนก็ต้องหันมาขายไอศกรีม เพราะจะได้เลี้ยงลูกไปด้วย โดยกรงมีผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งต่อให้และติดมุ้งลวดทำหลังคา เพื่อกันแดดกันฝนและกันยุงมากัดลูกชาย และในช่วงนี้อากาศร้อนจัดลูกชายก็ไม่สบาย แต่ก็จำเป็นต้องเอามาขายไอศกรีมด้วยเพราะไม่มีใครช่วยเลี้ยง หากเอาไปจ้างเค้าเลี้ยงก็ไม่มีเงิน

นายสมชาย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันรายได้ที่เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้มาจากขายไอศกรีม แต่ตอนนี้ขายไอศกรีมไม่ค่อยดี รายจ่ายส่วนใหญ่ก็หมดไปกับค่านมและค่าผ้าอ้อมลูก และ 2-3 วันนี้ ลูกก็ไม่ค่อยสบาย

แต่ตอนนี้สิ่งที่ตัวเองเดือดร้อนคือเป็นหนี้จากการเช่าซื้อรถจยย.ให้กับอดีตภรรยาที่เอารถไปขาย ตนเองก็ต้องใช้หนี้ กว่า 30,000 บาท และยังเป็นหนี้สหกรณ์นำบ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันไปจำนองไว้หลายปีแล้วที่ไม่ได้ผ่อนส่ง

คุณตาวัย 90 มีเพียงมุ้งนอนใต้ทางด่วน แต่โชคดีเจอนางฟ้า

2

(12 ก.พ.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพและข้อความจากเฟซบุ๊ก Apinya Krasaeson ซึ่งได้โพสต์เล่าเรื่องของคุณตาคนหนึ่ง อายุถึง 90 ปี มาจากอุดรธานี มาประกอบอาชีพลับมีดที่กรุงเทพ อาศัยบริเวณใต้ทางด่วนเป็นที่หลับนอน ไม่มีบ้าน มีเพียงมุ้งเก่าๆ เท่านั้น โดยระบุว่า

“ช่วงเย็นเราเดินกลับบ้านกับเพื่อน เจอคุณตานั่งพักอยู่ตรงตั้งตระกูลแถวอรรถวิทย์บางนา (ตอนแรกแกจะนั่งตรงข้างหน้าเลย แต่แกหันมาเจอเรา แกเลยเดินไปนั่งหลบมุม) เราเลยเดินเข้าไปถามคุณตาว่าจะไปไหน เราอาสาจะไปส่งคุณตาที่บ้าน แต่ตาบอกไม่เป็นไร แต่พวกเราก็จะไปส่งตาให้ได้ #เพราะแกถือของหลายอย่าง สุดท้ายแกยอมให้ไปส่ง #ระหว่างทางแกเดินๆพักๆตลอดทาง เรากับเพื่อนก็รอให้แกพักเหนื่อย

พอไปถึงคือตาพักอยู่ใต้ทางด่วนตอนแรกอาศัยใต้ทางด่วนตรงสะพานลอยที่จอดรถเก็บขยะของทางหลวงแล้วก็ #โดนทางหลวงเขาไล่ที่เลยได้ย้ายมาตรงใต้ทางด่วนที่ไม่มีหลังคาอะไรเลย คุณตา #ไม่มีที่นอนมีแค่ผ้าเก่าๆกางเป็นมุ้งมีไม้เก่าๆไว้รองนอนคุณตาอาบน้ำจากบ่อน้ำใต้ทางด่วน

คุณตาอายุ 90 ปี ตามาจากอุดรฯ มีอาชีพลับมีด คุณตาจะเดินรับจ้างลับมีดไปเรื่อยๆ แล้วก็ค่อยกลับมานอนที่ใต้ทางด่วน คุณตาเพิ่งไปตรวจรักษามาเนื่องจากตอนขึ้นรถ 2 แถว รถขับออกตัวแรงทำให้คุณตาหงายหลังตกรถ ไปเอ็กซ์เรย์ #กระดูกสันหลังร้าว เลยต้องกลับไปรักษาที่บ้านเกิด เพิ่งกลับมาที่กรุงเทพฯ คุณตาบอกว่าถ้าตาอยู่บ้านที่อุดรฯตาไม่มีตังค์ใช้เลยต้องมาทำงานที่นี่

ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ผู้โพสต์และเพื่อนได้พาคุณตาไปทานข้าวเช้า พร้อมพาไปดูที่อยู่ใหม่ ซึ่งเป็นบ้านพักมีความร่มรื่นน่าอยู่ ตั้งอยู่หมู่บ้านสินทรซอย 17 โดยมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงชื่นชมมากมาย

เคล็ดลับ ลดผมร่วง เร่งผมยาวเร็ว บำรุงรากผมดกดำเงางาม ด้วยน้ำกะทิ

4

เส้นผมบนศีรษะของคนเราจะร่วง วันละ 50-100 เส้น เนื่องจากกระบวนการที่ทำให้เส้นผมเส้นใหม่เจริญงอกงามขึ้นมาแทนที่ แต่บางคนอาจจะมีปัญหาว่าผมหลุดร่วงออกมามากเกินไป ซึ่งมีสาเหตุจากหลายอย่างเลย อย่างเช่น ความดันโลหิตต่ำ ได้รับคุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ นอนน้อย นอนดึก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือผลอันเนื่องมาจากการได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสม เป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ โรคผิวหนังบางอย่าง ความเครียด และพันธุกรรม หลายอย่างนี้จะเป็นเพียงแค่อาการเพียงชั่วคราว แต่บางอย่างก็อาจเป็นอาการแบบถาวรได้เลย

วิธีการ ดูแลเส้นผม ลดผมร่วง เร่งผมยาวเร็ว
คั้นน้ำกะทิ 1-2 ถ้วย โดยดูตามความยาวของผม จากนั้นนำไปชโลมบนหนังศีรษะและเส้นผมให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง จนผมเริ่มแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แต่อย่าเพิ่งใช้แชมพูสระผม ควรปล่อยให้น้ำมันจากน้ำกะทิบำรุงเส้นผม ประมาณ 24 ชั่วโมงก่อน แล้วจึงค่อยสระผม ทำสัปดาห์ละครั้งก็ได้ผลแล้วค่ะ

นอกจากจะช่วยเร่งให้ผมขึ้นแล้ว ยังทำให้ดกดำ เงางาม เนื่องจากโปรตีนจากกะทิจะช่วยบำรุงรากผม ให้ผมงอกและยาวเร็ว ลดผมร่วง อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาผมหยาบและแตกปลายอีกด้วยค่ะ

ภาพประทับใจ น้องกร วัดป่ามณีกาญจน์ ก้มกราบสมเด็จพระสังฆราช

1

โลกออนไลน์แชร์ภาพของ “น้องกร” เด็กชายวัย 4 ขวบ แห่งวัดป่ามณีกาญจน์ ก้มกราบสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ด้วยความนอบน้อม ภาพดังกล่าวทาง เฟซบุ๊ก น้องกร วัดป่ามณีกาญจน์ ได้โพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ โดยภาพนี้ได้ถูกนำมาแชร์ในโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังจากที่สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

สำหรับ น้องกร เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ตั้งแต่ปี 2557 จากคลิปสวมชุดขาวนั่งสัปหงกระหว่างทำสมาธิอยู่ข้างๆ พระอาจารย์อำนวย วัดป่ามณีกาญจน์ จ.นนทบุรี กลายเป็นภาพความน่ารักที่หลายคนต่างเอ็นดู ซึ่งปัจจุบัน น้องกร รับหน้าที่เด็กวัดที่วัดป่ามณีกาญจน์

ประโยช์นของการใช้โต๊ะทำงานแบบยืน

13

แนะนำประโยช์นของการใช้โต๊ะทำงานแบบยืน ไปดูกันว่าการเปลี่ยนอริยาบถการทำงานง่ายๆแค่นี้ จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราได้อย่างไรบ้าง

เชื่อหรือไม่ว่า การนั่งทำงานนานๆในชีวิตประจำวันของเรานั้นมีผลเป็นอย่างมากต่อสุขภาพโดยรวมของคนเรา ผลสำรวจจากเว็บไซต์ Science Daily ระบุว่า คนอเมริกานั่งทำงานติดต่อกันโดยไม่มีการเคลื่อนไหวมากถึง 6 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว ดังนั้น หลายๆบริษัทนั้นจึงเริ่มมีการปรับเปลี่ยนโต๊ะทำงานให้เป็นแบบยืน ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ไปดูกันว่า การใช้โต๊ะทำงานแบบยืนนั้นจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราได้อย่างไรบ้าง

1. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน

การนั่งอยู่กับที่นานๆทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนเนื่องจากร่างกายขาดการเคลื่อนไหว การวิจัยจาก Mayo Clinic ได้แบ่งกลุ่มคนเป็นสองกลุ่ม โดนให้ทุกคนเพิ่มการกินมากขึ้นกว่าเดิมถึง 1000 แคลอรี่ แต่กลุ่มหนึ่งนั้นมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่ากลุ่มที่สอง ผลการวิจัยระบุว่า บุคคลที่อยู่ในกลุ่มที่หนึ่งมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นกว่ากลุ่มที่สองซึ่งนั่งน้อยกว่ากลุ่มแรกถึง 2.25 ชั่วโมง

2. ลดอาการ Office Syndrome และจัดระเบียบกระดูกสันหลัง

การนั่งทำงานนานๆ ยังมีผลต่อกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก บ่า ไหล่และคอ หรือที่เราคุ้นหูกันว่าโรค Office Syndrome นั่นเอง เนื่องจากสรีระของมนุษย์โดนปกตินั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการนั่งเฉยๆเป็นเวลานาน การเปลี่ยนเป็นโต๊ะแบบยืน จึงสามารถที่จะช่วยปรับสรีระและสร้างสมดุลให้กระดูกสันหลัง อีกทั้งยังสามารถลดอาการปวดเมื่อยต่างๆที่เกิดจาก Office Syndrome และพัฒนาบุคลิคภาพของเราได้อีกด้วย

3. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

นอกจากนั้นแล้วนักวิจัยยังพบว่าการนั่งนานๆนั้นทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม โดยผลการวิจัยจากเว็บไซต์ Live Science ระบุว่ามะเร็งสองชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องต่อการเคลื่อนไหวร่างกายมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ว่า ปัจจัยหลักในการเกิดมะเร็งนั้นคืออะไร นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เบื้องต้นนั้นการนั่งนานๆนั้นมีผลให้ร่างกายสร้างC-reactive protein ซึ่งก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งมากขึ้นนั่นเอง

เทคนิคลดความอ้วนฉบับ แจ็ค แฟนฉัน จาก 130 กก. สู่ 80 กก.

12

เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่เป็นไอดอลของหลายคน สำหรับ แจ็ค เฉลิมพล หรือ แจ๊ค แฟนฉัน เพราะหนุ่มคนนี้สมัยก่อนเขามีน้ำหนักตัวมาก แต่จู่ๆ เขาก็พลิกกลับมาดูแลตัวเอง จนตอนนี้ร่างกายเปลี่ยนไปเยอะมากหุ่นเฟิร์มขึ้นสุขภาพดีขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้หนุ่มแจ็ค ได้พูดถึงเรื่องการลดน้ำหนักของตัวเองในรายการคืนสอยดาวว่า สมัยก่อนที่เขาไม่คิดจะลดความอ้วน เพราะคิดว่าการเป็นแบบนี้ คือ เป็นตัวเรา ทำให้คนอื่นมีความสุขกับความอ้วน ความจ้ำม่ำ ของเรา

แต่พอได้ทำงานกับวู้ดดี้ ด้วยความที่วู้ดดี้ใส่ใจสุขภาพ ทำให้ตัวเองซึมซับ และเริ่มต้นดูแลตัวเองมากขึ้น โดยหมั่นออกกำลังกาย พร้อมตั้งเป้าจะมีซิกแพคให้ได้ ส่วนหนึ่งเขาบอกว่าเพราะอยากเอาชนะใจตัวเอง อยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น แต่อีกส่วนก็อยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่อ้วนและอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะหากตัวเขาทำได้คนอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน

สำหรับแจ็ค แฟนฉัน สมัยก่อนเขามีน้ำหนักราว 130 กก. แต่หลังจากค่อยดูแลตัวเองทั้งการออกกำลังกาย และดูแลเรื่องอาหารการกิน ทำให้ตอนนี้น้ำหนักลงมาอยู่ที่ 80 กก. โดยหลังจากนี้หนุ่มคนนี้ก็ยังคงดูแลตัวเองต่อไปโดยออกกำลังกาย และเล่นเวทเทรนนิ่งไปด้วย

เมื่อถามถึงแรงผลัดดันที่ทำให้อยากเปลี่ยนตัวเอง หนุ่มคนนี้บอกว่ามาจากตัวเองอยากให้ตัวเองสุขภาพแข็งแรงขึ้น เพราะตอนนั้นตัวเองไม่แข็งแรง ป่วยบ่อยมีความเสี่ยงเป็นทั้ง ความดัน เบาหวาน พอชนะตัวเองได้ ก็ตั้งเป้าไปเรื่อยๆ โดยหวังมีซิกแพคให้ได้

ด้านเคล็ดลับการกินและการออกกำลังกาย หนุ่มแจ็คเผยว่า ตอนนี้ตัวเองไม่ได้เข้มงวดมากนัก ไม่อยากให้เครียดจนเกินไป โดยเขาจะเลือกกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม อยากกินอะไรก็กินแต่แค่ไม่ตามใจปากมากไปเท่านั้น ส่วนการออกกำลังกายก็ไม่ได้ตื่นตี 5 ไปวิ่งแบบแต่ก่อน แต่ยังคงหาเวลาออกกำลังอยู่เสมอเช่นเคย

สุดท้ายหนุ่มแจ็คไม่ลืมบอกกับทุกคนที่อยากลดน้ำหนักว่า “ อย่ารอให้หมอมาบอกว่าจะตายแล้วค่อยลด เชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้”

การดูแลเด็กที่เคยเป็นลำไส้ติดเชื้อ เรื่องควรรู้สำหรับคุณแม่

11

การดูแลเด็กที่เคยเป็นลำไส้ติดเชื้อ สำหรับคุณแม่ที่เคยมีลูกเป็นลำไส้ติดเชื้อ ควรจะดูแลลูกน้อยอย่างไรดี มาศึกษากันเลย…

บ่อยครั้งที่เด็กทารกมักเป็นโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ โดยเฉพาะ “การติดเชื้อในลำไส้” หรือ “ลำไส้อักเสบ” ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก ๆ ในเด็กทารกวัยไม่เกิน 1 ขวบ ซึ่งโรคติดเชื้อในลำไส้นี้ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ส่งผลให้ลูกน้อยมีอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระเหลว ทั้งนี้การรักษาส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการ โดยให้ดื่มน้ำเกลือแร่ และรับประทานอาหารอ่อน ๆ ตามวัย ถ้าหากไม่รุนแรงมากอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเอง แต่ทั้งนี้ก็มีเด็กบางคนที่ติดเชื้อรุนแรง อาจต้องให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง หากไม่รีบรักษาอาจทำให้ช็อกและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทั้งนี้สำหรับคุณแม่ที่เคยมีลูกน้อยเป็นโรคลำไส้ติดเชื้อ เมื่อหายดีแล้วก็ไม่ควรละเลย และควรที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยนะคะ เพราะโรคนี้สามารถกลับมาเป็นได้อีก ซึ่งคุณแม่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าควรจะดูแลอย่างไรดี วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำวิธีดูแลเด็กเล็กที่เคยเป็นลำไส้ติดเชื้อมาแนะนำกันค่ะ
– พยายามให้เด็กดื่มนมแม่ เพราะนมแม่เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคลำไส้ติดเชื้อได้ดีที่สุด

– ในกรณีที่เด็กต้องดื่มนมหรือน้ำจากขวด รวมถึงภาชนะใส่อาหาร คุณแม่ควรจะต้องทำความสะอาดด้วยการนำไปต้ม และผึ่งให้แห้งก่อนทุกครั้ง

– น้ำที่ให้ลูกน้อยดื่ม หรือน้ำที่นำมาผสมกับนมผง ควรเป็นน้ำที่ต้มสุกแล้วเท่านั้น

– คุณแม่ควรหมั่นดูแลทำความสะอาดบ้าน ทำความสะอาดอุปกรณ์ และข้าวของต่าง ๆ ที่ลูกน้อยสามารถหยิบจับได้ให้สะอาดอยู่เสมอ
– คุณแม่เองก็ต้องมีสุขอนามัยที่ดี ก่อนป้อนอาหาร หรือหยิบจับอะไรเข้าปากลูกควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง

– ใช้ภาชนะปกปิดอาหารและน้ำเพื่อป้องกันเชื้อโรคและแมลงวัน

– ให้ลูกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และสะอาดสดใหม่ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง จะได้ไม่ติดเชื้อง่าย

– พาเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า สำหรับวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 และ 4 เดือน ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการช่วยยับยั้งการเกิดโรคลำไส้อักเสบหรือลำไส้ติดเชื้อได้

และนี่ก็คือวิธีการดูแลลูกน้อยที่เคยเป็นลำไส้ติดเชื้อ คราวนี้คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลกันแล้วนะคะ แค่ปฏิบัติตามนี้ รับรองลูกน้อยของคุณจะต้องห่างไกลจากโรคลำไส้ติดเชื้อและไม่กลับไปเป็นง่าย ๆ อีกอย่างแน่นอนค่ะ

10 เคล็ดลับลดความอ้วนง่ายๆ ด้วยการลดแคลอรี่

people, fast food, junk-food and unhealthy eating concept - close up of woman with popcorn,  potato crisps and drink

การลดแคลอรี่ลงทีละเล็กละน้อย อาจจะไม่ส่งผลให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่หากเราสามารถลดแคลอรี่ได้อย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นผลในระยะยาวอย่างแน่นอน และ 10 วิธีดังต่อไปนี้ เป็นวิธีง่ายๆ ที่เราสามารถทำได้ทุกวัน โดยไม่ทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ดื่มชา กาแฟ ไม่ใส่ครีม ไม่ใส่น้ำตาล

มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟดำ จะลดแคลอรี่ลงได้ถึง 69 กิโลแคลอรี่ต่อวัน เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มชา กาแฟ ใส่ครีม และน้ำตาล รวมทั้งผสมส่วนผสมอื่นๆ ลงไปในเครื่องดื่ม ส่วนผู้ที่ดื่มชา โดยไม่ใส่ครีมและน้ำตาล ก็ลดแคลอรี่ได้ประมาณ 43 กิโลแคลอรี่ต่อวันเช่นกัน
รับประทานอาหารเช้าที่มีใยอาหารมากขึ้น

เราสามารถจะเลือกซีเรียล ที่มีส่วนผสมของใยอาหารสูง ซึ่งจะทำให้รู้อื่มเร็วขึ้น ปริมาณที่รับประทานเข้าไปก็อาจจะลดน้อยลง Kristi King ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจาก Baylor College บอกว่า ข้าวโอ๊ต นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก ในปี 2015 มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานข้าวโอ๊ตเป็นอาหารเช้า จะลดปริมาณแคลอรี่ ได้มากกว่าการรับประทานคอนเฟล็กที่มีน้ำตาลถึง 31%
เลิกดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม

หากสามารถเลิกดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมได้ จะสามารถลดปริมาณแคลอรี่ได้ถึง 150 กิโลแคลอรี่ต่อวัน โดยเปลี่ยนมาเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้ที่หวานน้อยแทน
รับประทานโปรตีนได้ตลอดทั้งวัน

อาหารจานหลักให้เน้นโปรตีน ของว่างก็เลือกโปรตีนได้เช่นถั่ว เมล็ดธัญพืช นม การรับประทานโปรตีนจะช่วยลดความหิวในระหว่างวัน ความรู้สึกอยากรับประทานของหวานก็จะลดลงไปได้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจาก Academy of Nutrition and Dietetics ระบุว่า การรับประทานโปรตีนให้มากขึ้น จะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานกว่าผู้ที่รับประทานโปรตีนน้อย
ระมัดระวังในการเลือกน้ำสลัด

บางคนงดแป้ง ข้าว ขนมปัง เพื่อมารับประทานผักหวังว่าจะทำให้บริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับจะลดน้อยลง แต่กลับเลือกน้ำสลัดที่อุดมไปด้วยแคลอรี่ แถมยังเพิ่มรสชาติของสลัดด้วยการใส่ชีส เบคอน ผลไม้อบแห้งเข้าไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีปริมาณแคลอรี่สูงทั้งนั้น
สั่งอาหารมารับประทานก่อนที่จะรู้สึกหิว

หากคุณสามารถที่จะสั่งอาหารมารับประทาน ที่บ้าน หรือที่ทำงานได้ ก็ให้สั่งในเวลาที่ท้องยังไม่หิว เพราะในปี 2016 มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่สั่งอาหารก่อนเวลารับประทานประมาณ 1 ชั่วโมง มีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารในปริมาณที่น้อยกว่าผู้ที่สั่งในเวลาที่จะรับประทาน หรือสั่งมาเพื่อรับประทานในทันที การรอจนกระทั่งหิวนั้น จะทำรู้สึกอยากรับประทาน อะไรๆ ก็น่ารับประทานไปหมด
จัดห้องครัวให้สะอาดอยู่เสมอ

นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการอาหารของ Cornell University ศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีอยู่ในห้องครัวรกๆ จะรับประทานคุ๊กกี้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งก็จะทำให้ได้รับแคลอรี่เพิ่มขึ้นมาประมาณ 52 กิโลแคลอรี่ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่เข้าไปอยู่ในห้องครัวที่สะอาดเรียบร้อย ดังนั้นน่าจะเป็นการดีกว่าถ้า ผู้ที่ต้องการจะควบคุมน้ำหนักจัดห้องครัวให้สะอาดเรียบร้อย
ทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน

อาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร ไขข้อข้องใจสำหรับคุณแม่มือใหม่

9

อาการแพ้ท้อง เกิดจากอะไร ทำไมผู้หญิงตั้งครรภ์ถึงต้องแพ้ท้อง แล้วจะมีวิธีรับมืออย่างไรได้บ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมมีข้อมูลมาให้คุณแม่มือใหม่ได้ศึกษากันแล้วค่ะ

เชื่อว่าคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายที่กำลังเริ่มตั้งท้องคงจะสงสัยกันอยู่ใช่ไหมล่ะคะ กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวเอง รวมไปถึงอาการเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ อยากคลื่นไส้อาเจียน ปวดหัว หรือวิงเวียนศีรษะอยู่ตลอดเวลา นั่นก็เป็นเพราะว่าคุณแม่เกิดอาการ “แพ้ท้อง” นั่นเองค่ะ ซึ่งอาการแพ้ท้องนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์กว่า 80% เลยทีเดียว บางคนก็แพ้ท้องหนักมาก บางคนแพ้ท้องนิดเดียว หรือบางคนก็ไม่แพ้ท้องเลย ซึ่งอาการแพ้ท้องเหล่านี้เกิดจากอะไร จะมีอาการอย่างไร หรือจะสามารถรับมืออย่างไรได้บ้าง เพื่อไขข้อข้องใจ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่ได้ศึกษากันแล้วค่ะ
อาการแพ้ท้อง เกิดจาก

อาการแพ้ท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์เกิดจากฮอร์โมน HCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin นั่นเองค่ะ ซึ่งฮอร์โมนนี้จะถูกสร้างมาจากรก เพื่อกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนอื่น ๆ ในช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์ และด้วยระดับฮอร์โมน HCG ที่สูงขึ้นนี้ จึงทำให้ประสาทการรับกลิ่นของคุณแม่สูงขึ้น มีประสาทรับรสที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศรีษะ อ่อนเพลีย หรือที่เรียกว่า “อาการแพ้ท้อง” นั่นเองค่ะ ซึ่งอาการแพ้ท้องนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ใหม่ ๆ ประมาณ 1-3 เดือนแรก และจะค่อย ๆ บรรเทาลง แต่ทั้งนี้บางรายก็อาจจะแพ้ท้องมากกว่า 3 เดือน หรือแพ้ไปจนตลอดอายุครรภ์เลยก็มี
อาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร

– คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ พะอืดพะอม อยากอาเจียนตลอดเวลา บางครั้งหากอาเจียนบ่อย อาจเกิดอาการหน้ามืดตามมาได้ โดยอาการนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงเช้า แต่บางคนก็อาจจะเป็นตลอดทั้งวันก็ได้

– ไวต่อกลิ่น จะรู้สึกเหม็นกับบางสิ่งบางอย่างได้ง่าย บางคนทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเคยชอบกลิ่น หรือไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนแพ้ท้องกลับรู้สึกเหม็น ไม่ชอบ อยากจะอาเจียน หรือบางทีกลิ่นที่ไม่ชอบอาจจะกลายเป็นชอบ หรือบางคนอาจจะเกิดอาการเหม็นกลิ่นสามีตัวเองก็มี

– ประสาทการรับรสเปลี่ยนไป บางครั้งรู้สึกกินอาหารไม่อร่อย จากที่เคยชอบก็อาจจะกลายเป็นไม่ชอบ หรือบางคนก็อยากจะกินอาหารแปลก ๆ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยว อย่าง มะม่วง มะยม มะดัน มะนาว เป็นต้น หรือบางรายอาจจะไม่อยากกินอะไรเลยก็มี เพราะรู้สึกขมเฝื่อนในปาก ทำให้กินอาหารไม่อร่อย

– เหนื่อย อ่อนเพลียง่าย รู้สึกง่วงนอน อยากจะนอนตลอดทั้งวัน หรือนอนเท่าไรก็ไม่เต็มอิ่ม เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยน และร่างกายต้องใช้พลังงานมากเนื่องจากทารกในครรภ์กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเจริญเติบโต

– อารมณ์แปรปรวน จะรู้สึกอ่อนไหว และหงุดหงิดง่าย เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง
แพ้ท้อง รับมืออย่างไร

อาการแพ้ท้องสามารถช่วยให้บรรเทาลงได้ โดยมีหลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น

– ปรับเปลี่ยนวิธีรับประทานอาหาร โดยให้รับประทานน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง และควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย มีประโยชน์ อย่าง ผลไม้ ผักสด และอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม หรือพวกของหมักของดอง เพราะจะทำให้เกิดแก๊สทำให้รู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียนมากขึ้น

– ก่อนนอนควรหาอะไรทานเบา ๆ อย่างเช่น นม หรือโยเกิร์ต ตื่นเช้ามาจะช่วยลดอาการแพ้ท้องในตอนเช้าได้

– เมื่อตื่นนอนตอนเช้าให้คุณแม่นอนพักอีกประมาณ 15-20 นาทีก่อนลุกจากเตียง เพราะถ้าหากลืมตาตื่นแล้วรีบลุกพรวดพราด จะยิ่งทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ง่าย

– ทุกครั้งที่ตื่นนอนตอนเช้า ให้คุณแม่รับประทานคุกกี้ แครกเกอร์ บิสกิต หรือขนมปังกรอบสัก 2-3 ชิ้น จะช่วยลดอาการแพ้ท้องได้

– หลังรับประทานอาหารเสร็จไม่ควรนอนทันที เพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย

– ในแต่ละวันให้คุณแม่จิบน้ำขิงอุ่น ๆ บ่อย ๆ เพราะน้ำขิงจะช่วยลดอาการแพ้ท้องได้

– หากมีอาการแพ้ท้องมากให้ปรึกษาคุณหมอ เพื่อขอยามารับประทาน ซึ่งมียาหลายชนิดที่ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้

เมื่อหายสงสัยกันแล้วว่าอาการแพ้ท้องเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะมีอาการอย่างไรได้บ้าง คราวนี้คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลใจไปแล้วค่ะ เพียงแค่รับมือตามที่กระปุกดอทคอมได้แนะนำไปอาการแพ้ท้องก็จะค่อย ๆ บรรเทาลงได้ และรออีกไม่นานเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นอาการแพ้ท้องก็จะหายไปเอง ไม่ต้องเครียดนะคะ ^^